ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย

เมื่อคณะราษฎรได้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ใช้ปกครองอยู่เป็นเวลานานก็ได้สิ้นสุดลง และเกิดระบอบการปกครองใหม่ที่คณะราษฎรนำมาใช้ นั่นคือระบอบการปกครอง "ประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่มีรัฐธรรมนูญ (Constitution) เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ" และหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้เพียง 3 วัน คณะราษฎรก็ได้นำ "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475" ออกใช้บังคับเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2475


             ผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยคือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ซึ่งถือกันว่าเป็น "มันสมอง" ของคณะราษฎร เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จแล้วคณะราษฎรก็ได้นำร่าง "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช 2475" ที่ได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เดิมทีนั้นคณะราษฎรต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญถาวรแต่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทางรับสั่งให้ใช้รัฐธรรมนูญนี้ไปพลางก่อนและให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต่อไปจึงได้มีการเติมคำว่า "ชั่วคราว" ลงไปและเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวประกาศใช้บังคับแล้วก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรซึ่งต่อมาก็คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ลงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475


             พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 มีสาระสำคัญที่เห็นเด่นชัดมีอยู่สองประการ คือ


             1. จำกัดอำนาจกษัตริย์ เมื่อพิจารณาจาก "ประกาศของคณะราษฎรฉบับที่ 1" ที่ได้แจกจ่ายให้แก่ประชาชนในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แล้ว จะเห็นได้ว่า คณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็เพราะไม่ศรัทธาในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ จึงได้ "…..รวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลกษัตริย์ ….." ส่วนสถานภาพของพระมหากษัตริย์นั้น คณะราษฎรได้ชี้แจงว่า "…..คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้นจึงได้ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดินจะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นของสภาผู้แทนราษฎร….."


             หลักการที่ปรากฏอยู่ในประกาศของคณะราษฎรฉบับที่ 1 ได้ถูกนำมาบัญญัติไว้หลายๆแห่งด้วยกันในพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราวฯ โดยเริ่มตั้งแต่คำปรารภที่ว่า "…..โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม….." ซึ่งชี้ให้เห็นชัดว่า ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว และพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเหมือนกับประชาชนทั่วๆไป จากนั้นในมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ได้ยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงตัว "ผู้มีอำนาจสูงสุด" ของประเทศว่า "อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย" ซึ่งเท่ากับว่ากษัตริย์ได้สูญเสียอำนาจสูงสุดให้กับประชาชนแล้ว และในมาตรา 2 คณะราษฎรก็ได้ย้ำถึงสถานะของกษัตริย์อีกครั้งหนึ่งว่ามีสถานะเท่าๆกับองค์กรอื่นอีก 3 องค์กรที่จะ "เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎร" คือ กษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎรและศาล


             ในมาตรา 6 ได้มีการให้อำนาจแก่ "ตัวแทนของประชาชน" ที่จะวินิจฉัยการกระทำผิดทางอาญาของกษัตริย์ได้โดยบัญญัติไว้ว่า "กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย" ส่วนบรรดาการกระทำต่างๆของ "พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ" จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 7 คือ "…..ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ"


             บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นเป็นสิ่งแสดงถึงการจำกัดอำนาจของกษัตริย์ที่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรกอย่างชัดแจ้ง นอกเหนือจากเรื่องดังกล่าวยังมีอีกหลายกรณีที่กษัตริย์ไม่สามารถทำได้ เช่น ยับยั้งร่างกฎหมายไม่ได้ (มาตรา 8) ทรงถอดถอนเสนาบดีไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการราษฎร(มาตรา 35) ฯลฯ ซึ่งท่านผู้สนใจรายละเอียดดังกล่าวย่อมสามารถตรวจสอบได้จากพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475


             2. ให้อำนาจแก่ประชาชน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า วัตถุประสงค์ประการหนึ่งของคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็คือ ต้องการให้ประชาชนมีส่วนในการปกครอง ประเทศตามแบบอย่างประเทศในยุโรป จึงได้กำหนดเรื่องจำกัดอำนาจของพระมหากษัตริย์ไว้ในรัฐธรรมนูญและเพิ่มอำนาจให้แก่ "ตัวแทนของประชาชน"


             พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ได้กำหนดองค์กรที่ทำหน้าที่ "ตัวแทนของประชาชน" ไว้สององค์กร องค์กรแรกได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติ โดยในครั้งแรกหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมาจากการแต่งตั้งของคณะราษฎรมีจำนวนทั้งสิ้น 70 คน และจะทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎรอยู่ 6 เดือนหลังจากได้รับแต่งตั้ง จากนั้นจะเปิดให้ราษฎรในแต่ละจังหวัดเลือกผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร (มาตรา 10) ต่อไป ส่วนองค์กรที่ทำหน้าที่บริหาร ได้แก่ คณะกรรมการราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง (มาตรา 33) องค์กรทั้งสองนี้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้แบบอย่างมาจากต่างประเทศเพราะในขณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ซึ่งตรงกับปี ค.ศ.1932 นั้นประเทศต่างๆในยุโรปต่างก็มีสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่แทนประชาชนทั้งนั้น ส่วนฝ่ายบริหารหรือคณะกรรมการราษฎรนั้น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญน่าจะได้แนวความคิดมาจากองค์กรที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในรัสเซีย "People's Commissioner" ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญรัสเซียฉบับปี ค.ศ.1924 (พ.ศ.2467) ซึ่งใช้อยู่ในช่วงระยะเวลานั้น


             องค์กรทั้งสองที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ คณะราษฎรถือว่าเป็น "ตัวแทนของประชาชน" ที่จะเข้ามาบริหารประเทศแทนกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงมีการบัญญัติให้อำนาจเอาไว้หลายอย่าง เช่น สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจพิจารณาคดีอาญาของพระมหากษัตริย์ได้ (มาตรา 6) มีอำนาจดูแลควบคุมกิจการของประเทศ และมีอำนาจประชุมกันถอดถอนกรรมการราษฎรหรือพนักงานรัฐบาลผู้หนึ่งผู้ใดก็ได้ (มาตรา 10) ซึ่งนับได้ว่าเป็นการให้อำนาจแก่สภาผู้แทนราษฎรอย่างล้นเหลือและกว้างขวางถึงขนาดสามารถถอดถอนพนักงานรัฐบาลได้ ส่วนคณะกรรมการราษฎรที่ทำหน้าที่บริหารก็มีอำนาจใช้สิทธิแทนพระมหากษัตริย์ (เท่ากับสำเร็จราชการแทนพระองค์) ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่พระมหากษัตริย์ทำหน้าที่ไม่ได้หรือไม่อยู่ในพระนคร (มาตรา 5) นอกจากนี้ก็ยังมีอำนาจให้ความยินยอมต่อการกระทำใดๆของพระมหากษัตริย์ ซึ่งหากพระมหากษัตริย์ไม่ได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรแล้ว การกระทำนั้นตกเป็นโมฆะ(มาตรา 7) มีอำนาจให้อภัยโทษ (มาตรา 30) และแนะนำให้พระมหากษัตริย์ทรงถอดถอนเสนาบดี (มาตรา 35 ได้ )ฯลฯ


             สาระสำคัญทั้งสองประการของพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ชี้ให้เห็นชัดว่า ผู้มีอำนาจสูงสุดในขณะนั้นคือ ราษฎรและผู้สนับสนุนเพราะเป็นทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่มีอำนาจมาก และแม้ว่าฝ่ายบริหารคือ คณะกรรมการราษฎร(ที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากบรรดาสมาชิกด้วยกันเอง) จะสามารถถูกสภาผู้แทนราษฎร (ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะราษฎร) ถอดถอนได้ แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติมาตราใดในรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้อำนาจฝ่ายบริหาร หรือพระมหากษัตริย์ที่จะควบคุมสภาผู้แทนราษฎรด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง (เช่น ยุบสภา) ได้ ดังนั้นอำนาจสูงสุดจึงตกอยู่กับสภาผู้แทนราษฎรซึ่งก็คือ คณะราษฎรและผู้สนับสนุนนั่นเอง มิได้ตกอยู่กับประชาชนตามแบบประเทศที่ปกครองด้วยระบอบ "ประชาธิปไตย" ทั้งหลาย ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 จึงน่าจะเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองประเทศและบุคคลที่มีอำนาจในการปกครองประเทศมากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนระบบการปกครองประเทศ


             และในที่สุดหลังจากที่ทรง "อดทน" ต่อวิธีการปกครองประเทศแบบใหม่มาได้เกือบสองปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2477 โดยในพระราชหัตถเลขาประกาศสละราชสมบัติ พระองค์ได้กล่าวไว้ในตอนหนึ่งว่า

"…..ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาชนราษฎร….."


รองศาสตราจารย์ ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์
อาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

http://www.pub-law.net/article/ac150744.html

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณนะคะ
กำลังหาข้อมูลทำรายงานพอดี
ช่วยได้เยอะเลยค่ะ :)

#20 By finn~luv (124.120.21.152) on 2010-11-23 21:33

ขอบคุณค่ะ

#19 By (180.180.170.17) on 2010-09-26 16:29

ขอบคุณค่ะ
embarrassed

#18 By ฟิล์ม (180.180.170.17) on 2010-09-26 16:29

ขอบคุงคับ

#17 By xนึ่ง (117.47.136.79) on 2009-12-02 12:57

ขอบคุณมากครับ

#16 By น้อย (125.27.106.80) on 2009-11-16 20:19

ขอบคุณมากครับ

#15 By น้อย (125.27.106.80) on 2009-11-16 20:18

big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry

#14 By ป่าน (203.148.164.138) on 2009-09-23 17:35

ขอบคุณอับ

#13 By อุ๋ม (203.148.164.138) on 2009-09-23 17:32

กะลังจะเอาไปทามข้อสอบเหมือนกัลลsad smile confused smile open-mounthed smile

#12 By wfshisha.hi5.com (125.26.157.127) on 2009-08-17 18:56

tongue embarrassed

#11 By (203.172.119.199) on 2009-07-20 21:24

open-mounthed smile sad smile ฌฏฉฮ็ฮฺฮฺฉ์??ฒ?ฒ์ษษศณ็

#10 By (117.47.138.78) on 2009-07-16 09:49

question

#9 By (58.10.128.132) on 2009-07-10 18:03

อิอิ(มาทำไมวะเนี่ยตู)(งั้นกลับและ)big smile

#8 By จาก 7 By (114.128.220.68) on 2009-06-30 20:21

THANK คับ ครูให้งานนี้พอดี กว่าจะหาได้ แทบตายsad smile
ยังไงก็ THANK คับ

#7 By (114.128.220.68) on 2009-06-30 20:15

พอ ดี ครู ให้ หา งาน อาน นี้ กะ เยย เข้า มา ดู ซะ นี่

#6 By คนไร้นามดอนบอส (114.128.23.236) on 2009-06-30 18:13

question embarrassed

#5 By (125.26.123.253) on 2009-06-29 14:30

ขอบใจมากbig smile

#4 By เด็ก ส.ว. (118.174.119.119) on 2009-01-13 20:42

#3 By เด็ก ส.ว. (118.174.119.119) on 2009-01-13 20:41

open-mounthed smile ขอบคุน อ.มากๆ เลยนะคะ กะลังจาสอบพอดีเลยอ่ะค่ะ cry

#2 By จินจิน (125.26.68.175) on 2008-09-25 06:04

#1 By HJ (118.172.31.103) on 2008-09-05 09:48